ผู้เขียน หัวข้อ: ตำนานขุมทรัพย์  (อ่าน 5874 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ คนเล่นเหรียญ

  • กรรมการหมู่บ้าน
  • ***
  • กระทู้: 306
  • เชื่อของ เชื่อตา... อย่าเชื่อคน!!!
ตำนานขุมทรัพย์
« เมื่อ: 2012-11-09, 13:22:04 »
เรื่องแรกของตำนาน... ขออนุญาตคัดลอกเรื่อง "โยนกนคร" จาก ธรณีพิบัติภัยในจารึกและเอกสารโบราณ  บทความโดย พันธุ์ทิพย์   ธีระเนตร จาก http://www.sac.or.th/databases/inscriptions/index.php  ของ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร(องค์การมหาชน)

ต้ิองขอขอบคุณมา ณ.ที่นี้ด้วย(อย่างสูง)  :yoyo-emoticon-1-051: :yoyo-emoticon-1-051:


๒๐๑๒  ฤาโลกจะสิ้นเพราะแผ่นดินไหว    :  ธรณีพิบัติภัยในจารึกและเอกสารโบราณ

๒๐๑๒   คริสตศักราชที่มีการตีความจากปฏิทินมายาว่าโลกจะถึงกาลอวสาน เพราะปฏิทินสิ้นสุดในวันที่  ๒๓
ธันวาคม ๒๐๑๒ ซึ่งเหมาะเจาะกันดีกับภัยธรรมชาติต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ไม่ว่าจะเป็น  พายุทอร์นาโด ถล่มอเมริกา,
ภาวะโลกร้อน  น้้าแข็งขั้วโลกละลาย  และอีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่น่าหวาดกลัว นั่นก็คือ แผ่นดินไหว ล่าสุดแค่ช่วงเวลาระหว่าง
เดือนมีนาคมถึงเมษายน 2555  ที่ผ่านมา มีรายงานเรื่องแผ่นดินไหวทั่วโลกกว่า  ๗,๐๐๐  ครั้ง  รวมถึงที่เกาะสุมาตราซึ่งส่งผล
มาถึงทางภาคใต้ของบ้านเราจนมีการเตือนภัยสึนามิ  แต่โชคดีที่ไม่มีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้น    กระแสการตื่นตัวเรื่องแผ่นดินไหวจึง
กลับมาอีกครั้ง พร้อมๆ กับการกล่าวขวัญเรื่องวันสิ้นโลก 
แผ่นดินไหวใน ‘โยนกนคร’
เดิมคนไทยอาจรู้สึกว่าแผ่นดินไหวเป็นเรื่องไกลตัว  จนกระทั่งเกิดสึนามึซึ่งเกิดจากแผ่นดินไหวใต้ทะเล เมื่อปี ๒๕๔๗ 
จึงรู้ว่าปรากฏการณ์นี้ใกล้ตัวกว่าที่คิด   แต่ความจริงแล้ว  หากย้อนเวลากลับไปในอดีตจะพบว่าคนโบราณล้วนผ่านเหตุการณ์
แผ่นดินไหวมาหลายครั้งหลายครา  ดังปรากฏในจารึกและเอกสารเก่าแก่มากมาย   อาทิ   ‘พงศาวดารเมืองเงินยางเชียงแสน’ 
ซึ่งกล่าวถึงแผ่นดินไหว ณ เมืองโยนกนครหลายต่อหลายครั้ง โดยเฉพาะเมื่อ พ.ศ. ๑๕๕๘  ในเดือน ๗ แรม ๗ ค่้า วันเสาร์ ซึ่ง
ท้าให้เวียงล่มลงกลายเป็นหนองน้้าขนาดใหญ่  ความตอนหนึ่งว่า 
“…สุริยอาทิตย์ก็ตกไปแล้ว ก็ได้ยินเสียงเหมือนดั่งแผ่นดินดังสนั่นหวั่นไหว  ประดุจดังว่าเวียงโยนกนครหลวงที่นี้จัก
เกลื่อนจักพังไปนั้นแลแล้วก็หายไปครั้งหนึ่ง ครั้งถึงมัชฌิมยามก็ซ้้าดังมาเป็นค้ารบสองแล้วก็หายนั้นแล ถึงปัจฉิมยามก็ซ้้าดัง
มาเป็นอีกค้ารบสาม หนที่สามนี้ดังยิ่งกว่าทุกครั้งคราวที่ได้ยินมาแล้ว กาลนั้นเวียงโยนกนครหลวงที่นั้นก็ยุบจมลงเกิดเป็น
หนองอันใหญ่ ยามนั้นคนทั้งหลายอันมีในเวียงที่นั้น มีพระมหากษัตริย์เป็นประธาน ก็วินาสฉิบหายตกไปในน้้าที่นั้นสิ้น ยัง
เหลืออยู่แต่เรือนยายแม่หม้ายเฒ่าหลังเดียวนั้นแล….”
นี่คือต้านานที่โด่งดังของ ‘เวียงหนองล่ม’ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในเขตอ้าเภอเชียงแสน และอ้าเภอแม่จัน  จังหวัดเชียงราย  อัน
ถูกผูกโยงให้เกี่ยวข้องกับอาเพศที่เกิดจากการที่ชาวบ้านพากันกินปลาไหลเผือก  จนบ้านเมืองต้องวินาศด้วยภัยธรรมชาติใน
ที่สุด    2
จารึกมอญ   เจดีย์พัง  พลังของแผ่นดินไหว
ไม่เพียงพงศาวดารเท่านั้น   แต่ยังมีจารึกที่จดจารเหตุการณ์แผ่นดินไหวเอาไว้  อย่าง   ‘จารึกพระเจ้าสววาธิสิทธิ ๒’ 
หรือ เดิมรู้จักกันในชื่อ จารึกวัดกู่กุด  เนื่องจากตามประวัติกล่าวว่า  สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาด้ารงราชานุภาพ
และศาสตราจารย์ ยอร์ช เซเดส์ พบจารึกนี้บริเวณฐานพระเจดีย์ด้านทิศตะวันออกของวัดกู่กุด หรือ วัดจามเทวี อ้าเภอเมือง
จังหวัดล้าพูน เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๕   
จารึกดังกล่าว ถูกจดจารด้วยอักษรมอญโบราณ โดยใช้ภาษามอญและภาษาบาลี  กล่าวถึงพระเจ้าสววาธิสิทธิ
กษัตริย์แห่งรัฐหริภุญไชยซึ่งโปรดให้มีการปฏิสังขรณ์เจดีย์องค์หนึ่งซึ่งพังทลายลงมาเนื่องจากแผ่นดินไหว มีการกล่าวถึงการ
สร้างบ่อน้้าในอารามโดยพระราชมารดา การถวายข้าพระ กัลปนาที่ดิน และสิ่งของต่างๆ   จารึกนี้มีการอ่านแปลเป็นภาษา
ฝรั่งเศส โดย ศ. โรเบิร์ต  ฮัลลิเดย์  และ ศ. ชาร์ล  อ๊อตโต  บลากเด็น ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๓  อีก ๔๒ ปีต่อมา ศ.มจ. สุภัทรดิศ 
ดิศกุล  ได้ทรงแปลจากภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาไทย   โดยมีใจความส้าคัญตอนหนึ่งว่า
“ข้าพเจ้าผู้มีนามว่า สัพพาทธิสิทธิ ผู้เป็นเจ้าแห่งแผ่นดิน….(อักษรลบเลือน)…..ได้หักพังลงเนื่องจากแผ่นดินไหว
ครั้งใหญ่    ซึ่งได้เกิดมีขึ้นในสมัยนั้น    ในปีไวสาขะ ขึ้น  ๑๓  ค่้าแห่งเดือนไจตระ  วันอาทิตย์พระจันทร์เสวยกกษ์ปยยะ  (?)
ข้าพเจ้าได้บูรณะแก้วอันประเสริฐ คือ เจดีย์องค์นี้ในปัจจุบันประดับด้วยทองและไม่อาจมีที่เปรียบได้ในประเทศนี้…..”
(ด้านที่ ๑ บรรทัดที่ ๘-๑๕) 
แม้ไม่ปรากฏศักราชใดๆ แต่ผู้เชี่ยวชาญก็สันนิษฐานไว้ว่าน่าจะถูกจดจารขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่  ๑๗เนื่องจาก
รูปแบบตัวอักษรในจารึกนี้  มีลักษณะใกล้เคียงกับตัวอักษรที่ปรากฏบนศิลาจารึก "มยเจดีย์" (Mayazedi) ของพระเจ้าจันสิตถา
(Kyanzittha) กษัตริย์พุกาม (พม่า) ซึ่งจารึกไว้เมื่อ พ.ศ. ๑๖๒๘ และ ๑๖๓๐  นั่นหมายถึงมีการเกิดแผ่นดินไหวขึ้นในราวพุทธ
ศตวรรษที่ ๑๗  ณ บริเวณที่เป็นแคว้นหริภุญไชย  ซึ่งแม้จารึกนี้จะไม่ได้จงใจบันทึกเหตุการณ์ดังกล่าวโดยตรง  แต่การประกาศ
ถึงการบูรณะเจดีย์อันเนื่องจากแผ่นดินไหว  ก็ท้าให้ทราบได้โดยทางอ้อม 
เจดีย์ปริศนาอยู่ที่ไหน? 
จากร่องรอยหลักฐานที่ถูกจดจารในศิลาจารึกของพระเจ้าสววาธิสิทธิที่กล่าวถึง การบูรณะ  ‘แก้วอันประเสริฐ’  น้ามา
ซึ่งข้อสงสัยที่ว่า   สถาปัตยกรรมใดในเมืองนี้คือเจดีย์ที่ถูกกล่าวถึง  ….  หรือกาลเวลาจะพาให้เจดีย์ตามที่ปรากฏในจารึกทรุด
โทรมลงไปจนไม่หลงเหลือมาถึงปัจจุบัน ?  3
ประเด็นนี้   ต้องมุ่งไปยังวัดจามเทวีซึ่งเป็นสถานที่พบจารึก  ภายในวัดประกอบด้วยสถาปัตยกรรมเก่าแก่  ๒ แห่ง 
หนึ่งในนั้นคือ  เจดีย์ทรงปราสาท ๘ เหลี่ยมขนาดเล็ก  ก่อด้วยอิฐ  มีพระพุทธรูปยืนประดิษฐานอยู่ในซุ้ม  เหนือเรือนธาตุเป็นชั้น
ซ้อนลดหลั่น  โดยชั้นบนสุดรองรับองค์ระฆัง  ส่วนยอดบนสุดที่คาดกันว่าเป็นทรงกรวยได้หักพังลงไปแล้ว
‘ต้านานมูลศาสนา’  ระบุถึงการสร้างเจดีย์องค์นี้โดยพระเจ้าสววาธิสิทธิ และสถาปัตยกรรมแห่งนี้เองที่นัก
ประวัติศาสตร์ศิลปะสันนิษฐานว่าเป็นเจดีย์ที่พระองค์โปรดให้ปฏิสังขรณ์  โดยเรียกว่า  ‘รัตนเจดีย์’   มีรูปแบบที่แสดงให้เห็นถึง
อิทธิพลศิลปะทวารวดีและพุกามซึ่งผสมผสานกันอย่างลงตัว  กลายเป็นศิลปะหริภุญไชยอันงดงาม
จารึกหลักนี้  นอกจากจะเป็นหลักฐานถึงเรื่องแผ่นดินไหวในแคว้นหริภุญไชยเมื่อครั้งอดีตแล้ว  ยังท้าให้ทราบถึง
ประวัติของสถาปัตยกรรมเก่าแก่อันเป็นประโยชน์ต่อวงการประวัติศาสตร์ศิลปะอีกด้วย
แถวใบระการูปสามเหลี่ยมทรงสูงประกอบกันเป็นซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูปซึ่งมีพระพักตร์สงบนิ่ง  เปี่ยมด้วยความ
เมตตา  การบูรณะปฏิสังขรณ์เจดีย์ดังกล่าว  อาจบอกกับเราว่า  แม้ผืนแผ่นดินจะเคยสั่นไหวรุนแรงเพียงใด  ก็มิอาจท้าลาย
ความศรัทธาของผู้คนที่มีต่อพุทธศาสนาลงได้เลย
ปฐพียัง ‘หวั่นไหว’ เมื่อพระยาลิไทออกผนวช
จารึกในยุคต่อมา  ก็ยังกล่าวถึงเรื่องแผ่นดินไหว  ดังเช่นจารึกของพระยาลิไทแห่งกรุงสุโขทัย  คือ  ‘จารึกวัดป่ามะม่วง’ 
ซึ่งมีถึง ๔ หลัก  ได้แก่ เวอร์ชั่นภาษาเขมร  บาลี และภาษาไทย ระบุมหาศักราช ๑๒๘๓ ตรงกับ พ.ศ. ๑๙๐๔  โดยตอนหนึ่งได้
กล่าวถึงแผ่นดินไหวครั้งพระลิไทออกผนวช  ความว่า
“…ครั้นอธิษฐานอย่างนี้แล้ว  จึงรับเอาไตรสรณาคมน์  ขณะนั้นพื้นดินตอนล่างนี้ ก็หวั่นไหวทุกทิศ  อธิษฐานบวช
แล้ว  จึงทรงเสด็จลงจากปราสาททอง  บทจรไปถึงป่ามะม่วง  เวลาที่เสด็จวางพระบาทลงบนพื้นธรณี  แผ่นดินนี้ก็หวั่นไหว
ไปทุกทิศ….”
                     (จารึกวัดป่ามะม่วง (ภาษาเขมร) ด้านที่ ๒)
อย่างไรก็ตาม  ข้อความที่ระบุถึงแผ่นดินไหวในจารึกนี้มีลักษณะเป็นการสรรเสริญยกย่องบารมีของพระยาลิไท
มากกว่าการบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง  ต่างจากแผ่นดินไหวที่ปรากฏใน  ‘พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับหลวง
ประเสริฐ’  ในยุคกรุงเก่าที่จะกล่าวถึงต่อไป4
อยุธยายศยิ่งฟ้า  ก็ถึงคราแผ่นดินสะเทือน
“ (จุล) ศักราช ๙๐๘ มะเมียศก เดือน ๖ นั้น สมเด็จพระไชยราชาธิราชเจ้านกพาน จึงสมเด็จพระเจ้ายอดฟ้าพระราช
กุมารท่านเสวยราชสมบัติพระนครศรีอยุธยา ในปีนั้นแผ่นดินไหว”
ข้อความข้างต้นปรากฏในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับหลวงประเสริฐซึ่งบันทึกเหตุการณ์ในรัชกาลพระ
ยอดฟ้า แห่งกรุงศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ. ๒๐๘๙   อย่างตรงไปตรงมาว่ามีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นในปีแรกของการครองราชย์ 
หลังจากนั้นมา ยังมีบันทึกเรื่องแผ่นดินไหวในสมัยกรุงศรีอยุธยาอีกหลายครั้ง  ปรากฏในพระราชพงศาวดารฉบับ
เดียวกัน   ครั้งหนึ่งเกิดขึ้นที่เมืองก้าแพงเพชร เมื่อพ.ศ. ๒๑๒๗   ความว่า
“ครั้งนั้นสมเด็จพระนารายณ์เป็นเจ้า  เสวยราชสมบัติ ณ เมืองพิษณุโลก  รู้ข่าวมาว่าพระเจ้าหงษากับพระเจ้าอังวะ
ผิดกัน  ครั้งนั้นเสด็จไปช่วยการศึกพระเจ้าหงษา ……..เสด็จออกตั้งทัพชัยต้าบลวัดยม ท้ายเมืองก้าแพงเพชร ในวันนั้น
แผ่นดินไหว  แล้วจึงทัพหลวงเสด็จกลับคืนมาพระนครศรีอยุธยา”
พระนารายณ์เป็นเจ้า ในที่นี้  ไม่ใช่สมเด็จพระนารายณ์มหาราช แต่หมายถึง สมเด็จพระนเรศวร ซึ่งทรงขึ้นไปครอง
เมืองพิษณุโลกในฐานะพระมหาอุปราชแล้วเสด็จไปช่วยศึกพระเจ้าหงสา โดยตั้งทัพอยู่ที่เมืองก้าแพงเพชร ปรากฏว่าเกิด
แผ่นดินไหวขึ้นดังที่ถูกบันทึกไว้ข้างต้น
ล้านนาประเทศ  เขตแผ่นดินไหว 
ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันนั้น  รัฐทางภาคเหนือก็ประสบเหตุแผ่นดินไหวเช่นกัน โดยกินเวลาแรมเดือน จนมีบันทึกถึง
การพังทลายของศาสนสถานต่างๆ  เมื่อ พ.ศ. ๒๒๕๘ ตามที่ปรากฏใน พงศาวดารโยนก (ในพงศาวดารตอนเชียงใหม่ขึ้นพม่า)   
ความตอนหนึ่งว่า   
“  (จุล)  ศักราช  ๑๐๗๗  ปีมะเมีย สัปตศก เดือนเจ็ด ขึ้นหกค่้า ยามใกล้รุ่ง  แผ่นดินไหวหนัก พระเจดีย์วิหารหัก
พังทลาย ๔ ต้าบล แผ่นดินไหวอยู่ในเดือนนั้นทั้งเดือน ครั้นต่อมาถึงเดือนเก้า แรมสี่ค่้า แผ่นดินไหวหนักอีกครั้งหนึ่ง”
ยิ่งไปกว่านั้น  ยังมีบันทึกถึงแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นเกือบทั่วดินแดนล้านนา  คือ ใน  จุลศักราช ๑๑๖๓ ตัวปีรวงเร้า (พ.ศ.
๒๓๔๔)  ซึ่งมีแผ่นดินไหวกินพื้นที่หลายแห่ง ทั้งน่าน, เชียงใหม่, ล้าพูน, ล้าปาง, แพร่, พะเยา จนท้าให้บรรดาเจดีย์น้อยใหญ่
ต่างช้ารุดหักพังช่างน่าเศร้าใจ  ตามความตอนหนึ่งใน ‘พงศาวดารเมืองน่าน’ ดังนี้5
“…แผ่นดินก็ร้องครางสนั่นหวั่นไหวมากนักแก้วอันในยอดพระธาตุเจ้าภูเพียงแช่แห้ง นั้นก็พอสะเด็นตกลงมา
ยอดพระธาตุเจ้าสุเทพเชียงใหม่ และยอดพระธาตุเจ้าล้าพูน และยอดพระธาตุเจ้าล้าปาง นครและยอดพระธาตุเจ้าฉ้อแฮ เมือง
แพร่ และชื่อพระวิหารหลวงเมืองพะเยาที่พระเจ้าตนหลวงอยู่นั้นก็สะเด็นตกลงถ้้า เดียวกัน ในขณะนั้นเสี้ยวแลในเดือนเดียวนี้
ฮอดแรม ๑๔ ค่้า ก็ซ้้าไหวแถมทีหนึ่ง …..”
เอกสารโบราณเหล่านี้   ช่วยให้เราจินตนาการถึงแผ่นดินไหวซึ่งเกิดจากการเคลื่อนที่ของเปลือกโลกหรือรอยเลื่อนใน
ระยะต่างๆ ได้เป็นอย่างดี    ตั้งแต่ระยะไหวเตือน  (Foreshock)    ซึ่งเป็นการสั่นสะเทือนล่วงหน้าเบาๆ  ก่อนถึงระยะไหว
ใหญ่ (Mainshock) ที่มีความรุนแรงมากที่สุด  ตบท้ายด้วยระยะไหวตาม (Aftershock)ซึ่งเป็นระยะสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้น
ตามมาอีกหลายครั้งและอาจใช้เวลาหลายวันกว่าจะนิ่งสนิท   แต่น่าเสียดายที่เราไม่ได้รับรู้ถึงความเสียหายของบ้านเรือน หรือ
ผลกระทบที่มีต่อผู้คนมากนัก  เพราะเอกสารส่วนใหญ่มักบันทึกเพียงเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับปูชนียสถานส้าคัญทางพุทธศาสนา
เป็นหลัก 
แรงเยี่ยงนี้   กี่ริกเตอร์ ?
หากลองคิดเล่นๆถึงจ้านวนริกเตอร์โดยเปรียบเทียบข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยากับข้อความตามเอกสารที่บันทึกไว้
ถึงแผ่นดินไหวหลายครั้งในล้านนา  คาดว่าอย่างน้อยที่สุดน่าจะแตะ ๖ ริกเตอร์  ซึ่งเป็นขนาดที่ท้าให้เกิดการสั่นไหวจนอาคาร
เริ่มเสียหายหรือพังทลาย โดยยังมีพยานหลักฐานที่เห็นได้ชัดเจนมาจนถึงปัจจุบัน  คือ  ยอดพระเจดีย์หลวง  ซึ่งหักลงมาเมื่อ
คราวเกิดฝนตกและแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในเมืองเชียงใหม่  ในพ.ศ. ๒๐๘๘  ตรงกับรัชกาลพระมหาเทวีจิระประภา  ดังปรากฏ
ใน  ‘ต้านานพื้นเมืองเชียงใหม่’  ความว่า 
“แรม ๔ ค่้า ยามแตรค่้า แผ่นดินไหวห่วนร้องครังครางมากนัก  ยอดมหาเจติยหลวงและเจติยวัดพระสิงห์หักพัง”
หลังจากแผ่นดินไหวครั้งนั้น  เจดีย์หลวงก็ถูกปล่อยทิ้งร้างไปนานกว่า  ๔๐๐  ปี  จนกระทั่งกรมศิลปากรเข้ามาบูรณะ 
โดยคงไว้ซึ่งยอดพระเจดีย์ที่หักพัง  เสมือนตอกย้้าเหตุการณ์อันเป็นหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่ 
จะเห็นได้ว่า ดินแดนทางภาคเหนือมีบันทึกเรื่องแผ่นดินไหวบ่อยครั้ง   แม้แต่ปัจจุบันก็ยังเกิดขึ้นอยู่เสมอ  ผู้เชี่ยวชาญ
ด้านธรณีวิทยาอธิบายว่า ประเทศไทยตั้งอยู่ในพื้นที่แนวตะเข็บของเปลือกโลกซึ่งมีโอกาสขยับตัวได้ตลอดเวลา   จากการ
ส้ารวจของกรมทรัพยากรธรณีพบว่าภาคเหนือเป็นพื้นที่ซึ่งมีความเสี่ยงสูง  โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ ล้าพูน พะเยา น่าน
ล้าปาง  แต่ที่เสี่ยงภัยที่สุด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน และเชียงราย  ซึ่งเป็น ๒ ใน ๔ จังหวัดที่อันตรายต่อการเกิดแผ่นดินไหวที่สุดใน
ประเทศไทย  (อีก ๒ จังหวัดคือ กาญจนบุรี และ ตาก)  เพราะอยู่ใกล้รอยเลื่อนศรีสวัสดิ์ และรอยเลื่อนเจดีย์สามองค์
อย่างไรก็ตาม  ถึงแม้ว่าการเกิดแผ่นดินไหวจะสร้างความเสียหายมากมาย แต่ก็ยังมีแง่มุมดีๆ ที่เราอาจคาดไม่ถึง  6
เพราะปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นการลดความเครียดที่สะสมอยู่ภายในโลก  เพื่อปรับสมดุลของเปลือกโลกให้คงที่ นอกจากนี้ยัง
ช่วยกระตุ้นการสะสมตัวของแหล่งแร่อีกด้วย 
ไหวในเมืองพม่า   สะเทือนมาถึงบางกอก   
ล่วงมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์  นายแพทย์ แดน บีช แบรดลีย์ (Dr. Dan  Beach  Bradley) หรือ  ‘หมอบรัดเลย์’  แพทย์
ชาวอเมริกันที่เข้ามาเผยแผ่ศาสนาคริสต์ในสยาม ก็เคยบันทึกถึงแผ่นดินไหวในกรุงเทพฯ เมื่อ จุลศักราช ๑๒๐๑ ปีกุน ตรงกับ
วันที่  ๒๓  มีนาคม พ.ศ.  ๒๓๘๒  ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  ที่ส้าคัญคือ  มีการระบุถึงจุดเริ่มต้นของ
แผ่นดินไหว ซึ่งเกิดขึ้นในพม่าอีกด้วย   ดังความว่า
“....แผ่นดินไหว ๓ ครั้ง ถึงน้้าในแม่น้้าคลองกระฉ่อน ต้นเดิมไหวในเมืองพม่า”
นับเป็นการบันทึกเกี่ยวกับแผ่นดินไหวอย่างสั้นๆ  แต่ให้ข้อมูลลึกไปถึงต้นก้าเนิดคือพม่า   ซึ่งถือเป็นแนวแผ่นดินไหว
ขนาดใหญ่ที่อยู่ใกล้ประเทศไทย อันได้แก่  ทะเลอันดามัน พม่า และตอนใต้ของประเทศจีน   หากเกิดแผ่นดินไหวขนาดตั้งแต่ ๖
ริกเตอร์ขึ้นไปในบริเวณที่กล่าวมานี้  จะมีความสั่นสะเทือนเข้ามาถึงในดินแดนไทยได้ 
ตัดฉากมาถึงยุคปัจจุบัน  แม้ว่าเราจะส่งคนไปถึงดวงจันทร์ สร้างสรรค์หุ่นยนต์อัจฉริยะ หรือคิดค้นนวัตกรรมที่ล้้ายุค
เพียงใด  แต่สิ่งที่มนุษย์ยังท้าไม่ได้ก็คือ  การค้านวณล่วงหน้าว่าผืนปฐพีจะขยับตัวอีกทีที่ไหนและเมื่อไหร่  และนี่ก็คือหนึ่งใน
ความน่ากลัวของแผ่นดินไหว   ดังนั้นสิ่งเดียวที่อาจท้าได้ในตอนนี้ก็คือการหันมาเรียนรู้ที่จะรับมืออย่างมีสติ   
….เพราะไม่ว่าจะอย่างไร  ปรากฏการณ์ธรรมชาติเช่นนี้  จะยังคงอยู่คู่โลกต่อไป  ไม่ว่าอีกกี่ร้อยกี่พันปี 
ตราบที่มันยังไม่แตกดับลงไปตามคำทำนายเสียก่อน


เมื่อประมาณปี 2545 ผมเองเคยตามไปดูทีมดำน้ำจาก กองทัพเรือไปดำสำรวจที่ทะเลสาบเชียงแสน ...มีการพบซากเมืองเก่าอยู่ในทะเลสาบ ที่มีัทั้งโบราณสถาน และโบราณวัตถุอยู่จำนวนมาก แต่การสำรวจครั้งนั้นมิได้มีการบันทึกในแง่วิชาการแต่อย่างใด :yoyo-emoticon-2-023: :yoyo-emoticon-2-023:

เป็นเพียงการสืบค้นหาทรัพย์สมบัติที่มีค่าตามตำนานเท่านั้น ...เจอรึปล่าว ไม่รุ๊ ไม่เห็นจ้า เป็นเพียงแค่คนยืนดูเฉยๆ  :yoyo-emoticon-1-066: :yoyo-emoticon-1-066:


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 2012-11-09, 13:30:36 โดย คนเล่นเหรียญ »

ออฟไลน์ คนเล่นเหรียญ

  • กรรมการหมู่บ้าน
  • ***
  • กระทู้: 306
  • เชื่อของ เชื่อตา... อย่าเชื่อคน!!!
Re: ตำนานขุมทรัพย์
« ตอบ #1 เมื่อ: 2012-11-10, 09:25:30 »
เรื่องที่สอง... ขอล่องแดนใต้ "ตำนานเวียงสระ"

ชุมชนโบราณเวียงสระ ตั้งอยู่ในเขตหมู่ที่ 7 บ้านเวียง ตำบลเวียงสระ อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี หรือตั้งอยู่ที่บริเวณเส้นละติจูด 8 องศา 38 ลิปดา 18 ลิปดาเหนือ และเส้นลองติจูด ที่ 99 องศา 18 ลิปดา 26 ฟิลิปดาตะวันออกเชื่อกันว่าเมืองเวียงสระมีความเจริญรุ่งเรืองมาตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 7 จดหมายเหตุจีน กล่าวถึงเมืองพัน-พัน ว่าได้มีการ ติดต่อส่งทูตไปยังราชสำนักจีนในสมัยราชวงศ์เหลียงเมื่อราว พ.ศ. 967 เมืองเวียงสระเจริญรุ่งเรืองสืบต่อกันมาเป็นเวลายาวนาน แต่ช่วงเวลาดังกล่าวไม่มีหลักฐานการจารึกที่แน่ชัดว่ามีกษัตริย์ปกครองบ้านเมืองสืบต่อกันมาอย่างไร แต่ก็มีหลักฐานทางโบราณ วัตถุที่พอจะยืนยันได้แน่ชัดว่า เมืองนี้ได้รับอิทธิพลทางพุทธศาสนาจากอินเดียแน่นอน และเชื่อกันว่าการล่มสลายของเมืองเวียงสระ น่าจะเนื่องมาจากการเกิดไข้ห่าระบาด จึงทำให้มีการอพยพทิ้งบ้านเมืองไปยังสถานที่ใหม่ คือหาดทรายแก้วนครศรีธรรมราช บริเวณเมืองเวียงสระได้พบหลักฐานทางด้านโบราณคดีมากมาย ซึ่งมีตั้งแต่เครื่องมือหินสมัยก่อนประวัติศาสตร์และยุคต่อ เนื่อง (Proto-history) เรื่อยมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น อันนี้เองทำให้เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าชุมชนโบราณเวียงสระนั้นได้ มีการพัฒนาการต่อเนื่องเรื่อยมาทั้งเป็นชุมชนที่มีขนาดใหญ่และมีความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีค่อนข้างสูง หลักฐานทาง โบราณคดีที่น่าสนใจทั้งที่ได้มีบรรดานักวิชาการศึกษาค้นคว้ามาแล้วและเพิ่งค้นพบใหม่มีดังนี้ เครื่องมือหินสมัยก่อนประวัติศาสตร์ พระพุทธรูป หินทรายแดงนูนสูง เทวรูปพระวิษณุหรือพระนารายณ์สวมหมวกทรงกระบอกทำด้วยศิลา พระวิษณุหรือพระนารายณ์ 4 กร พระ-วฑุกะไภลพ ซึ่งเป็นบริเวณเมืองเวียงสระและบริเวณรายรอบนั้นก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความเจริญรุ่งเรืองในด้านความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์และพุทธศาสนาลัทธิมหายานได้เป็นอย่างดี ลักษณะของคูเมืองได้รับการขุดเชื่อมต่อกันของคลองตาล กับแม่น้ำตาปี นับเป็นการพัฒนาการทาง ด้านการสร้างเมือง โดยการใช้คูคลองธรรมชาติเป็นคูเมือง จึงทำให้นักประวัติศาสตร์ และนักโบราณคดีตั้งข้อสังเกตว่า บริเวณเมืองเวียงสระนั้นเป็นเมืองโบราณที่เก่าแก่มากที่สุดเมืองหนึ่งบนคาบสมุทรมาลายู เป็นเครื่องชี้ถึงแหล่งอารยธรรมอินเดียที่มีในดิน-แดนนี้ ซึ่งมีต่อเนื่องกันมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 11 ถึงพุทธศตวรรษที่ 15-16 อาจเป็นแหล่งที่ชาวอินเดียเข้ามาตั้งเป็นชุมชนเมื่อครั้งที่เคยใช้เส้นทางผ่านข้ามคาบสมุทรจากทะเลอันดามันไปยังอ่าวไทยตาม เส้นทางจากตะกั่วป่าเมืองเวียงสระไปออกอ่าวบ้านดอน

รายงานโดย วาสาร อบจ.สุราษฎร์ธานี เที่ยวเมืองโบราณเวียงสระะ   ตามรอยประวัติศาสตร์ อายุกว่า 1000 ปี   วารสารข่าวสุราษฎร์รายงานแหล่งท่องเที่ยวโบราณสถาน โบราณวัตถุ ซึ่งเป็นเมืองเก่าแก่ทางประวัติศาสตร์ในอำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งในปัจจุบันเรื่องราวของเมืองโบราณ ของ อ.เวียงสระ มีผู้รวบรวมข้อมูลต่างๆ พอเป็นสังเขปถึงความเป็นมาในอดีตเพื่อให้นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ที่สนใจต้องการศึกษาประวัติความเป็นมาของเมืองโบราณเวียงสระ พระคุณเจ้าพระมหาณัฐพงศ์ เจ้าอาวาสวัดเวียงสระ เล่าถึงเรื่องราวแต่เก่าก่อนให้ฟังว่า เมืองโบราณเวียงสระ ปัจจุบันตั้งอยู่อยู่ 7 ตำบลเวียงสระ อ.เวียงสระ จ.สุราษฎร์ธานี ความเป็นมายังไม่ชัดเจนมากหนัก ทั้งที่นักประวัติศาสตร์ นักโบราษณคดี ให้ความสนใจและพยายามศึกษาค้นคว้า มีเนื้อที่ 386 ไร่ 1 งาน 15.38 ตารางวา มีลักษณะเกือบเป็่นรูปสี่เหลี่ยมจัตตุรัสเป็นเมืองที่มี น้ำ ล้อมรอบ แบ่งตัวเมืองออกเป็นสองส่วนเกือบเท่ากัน ทางด้านทิศเหนือใช้ลำน้ำคลองตาลเป็น คู่เมือง ด้านทิศตะวันตกใช้ลำแม่น้ำตาปีเดิม (แม่น้ำหลวง)เป็นแนวคู่และท่าเรือ ส่วนด้านทิศ ตะวันออกและทิศใต้ มีการขุดคูชักน้ำจากลำน้ำทั้งสองเข้ามา ดร.พิริยะ กล่าวว่าพระพุทธรูป องค์นี้มีลักษณะคล้ายคลึงกันมากกับประติมากรรมในศิลปอินเดียก็เป็นได้อย่างไรก็ตามเรื่อง นี้ยังไม่อาจสรุปได้ ทั้งนี้เพราะวัสดุที่ใช้ทำนั้นเป็นศิลาแดงซึ่งหาได้ง่ายแถบเมืองเวียงสระ ไชยา และอำเภอพุนพิน มีตำนานเมืองสระเล่าว่า ได้มีชาวอินเดียคณะหนึ่ง นำไพร่พลสมัครพรรค พวกประมาณ 30,000 คน(สามหมื่นคน) โดยมีผู้นำสองคน คือพราหมณ์ มาลาผู้พี่ และพรา หมณ์มาลาผู้น้อง เข้ามาพร้อมกับอาจารย์อีก 2 ท่าน คือพระพุทธคัมเภียร และพระพุทธสาคร นำพระพุทธศาสนาลัทธืลังกาวงศ์นิยายหินยานเช้ามาสู่ประเทศเพื่อค้นหาพระบรมธาตุ ซึ่งตาม คัมภีร์ของลังกาบอกว่าอยู่ที่หาดทรายแก้ว และหวังจะตั้งอาณาจักรอย่างอืนเดียในยุคนั้นด้วย ชาวอืนเดียคณะนี้เดินทางมาทางเรือโดยขึ้นบกที่เมืองตะโลกา (ปัจจุบันคือ อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา ) และได้ล่องเรือมาตามลำน้ำตะกั่วป่าข้ามเขาศกจนถึงคลอวพุมดวงจึงตั้งบ้านเมืองที่บ้านรอบ และได้ตั้งชื่อเมืองว่า เมืองระวะตี (บางท่านว่าทวาราวดี) ได้สถาปนาพราหมณ์มาลาผู้พี่เป็น กษัตริย์ทรงพระนามว่า "พระเจ้าศรีธรรมโศกราช" แต่เมืองนี้อยู่ได้ไม่นานก็เกิดไข้ห่าระบาดจึง จำเป็นต้องอพยพผู้คนไปตั้งเมืองใหม่ ล่องเรือตามลำน้ำตาปี จนมาถึงสถานที่แห่งหนึ่งใกล้ริมแม่น้ำตาปีและคลองตาล เห็นว่าเป็่นหาดทรายแก้วคิดว่า ตรงนี้น่าจะเป็นที่ฝังพระธาตุ และมีชัยภูมิเหมาะสมจึงได้ตั้งเมืองขึ้นชื่อ"เมืองเวียงสระ" เมือง นี้ตั้งอยู่เป็นเวลานาน มีความเจริญมาก ได้สร้างบ้านแปลงเมืองแบ่งเมืองออกเป็น 2 เมือง ให้พราะมณ์มาลาผู้พี่ครองเมืองชั้นใน พราหมณ์ลามาผู้น้องครองเมืองชั้นนอกพระพุทธคัม เภียรอยู่วัดใน พระพุทธสาครอยู่วัดนอก สร้างทุ่งนาหลวง (นาทุ่งหลวงปัจจุบัน) เมื่อสร้างที่ นามากแล้วก็ได้สร้างวัดขึ้นวัดหนึ่งชื่อ "วัดนาพอ" ต่อมาเมืองเวียงสระเกิดไข้ห่าหนีไปเขา ชวาปราบ (อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่) อยู่ที่นั้นจนเห็นว่าไข้ห่าหมดแล้วก็กลับมาเมือง เวียงสระอีก ต่อจากนั้นมีนายพรานคนหนึ่ง ชื่อพรานสุรีย์ไปพบพระบรมธาตุเข้า พระยาศรี ธรรมโศกราชจึงยกไพร่พลช้างม้าไปสร้างพระธาตุที่เมืองนครศรีธรรมราช และครองเมืองต่อ ไป แต่ก่อนจะจากเมืองเวียงสระไปได้ทิ้งปริศนาลายแทงว่าถ้าหากเมืองนครศรีธรรมราชล่ม จมให้นำสมบัติจากเมืองเวียงสระไปกู้เมืองเป็นปริศนาไว้ว่า "วัดจากคูตรอก มาออกคูพาย วัดจากพระนารายณ์ มาพัทธเสมา วัดเข้าสามศอก วัดออกสามวา ขยับเข้าไปเหล็กแทงตา ถอยออกมากาขี้ใส่หัว" อันที่จริงยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่ผู้ค้นคว้าได้เขียนเอาไว้ ศูนย์ข่าว สารและประชาสัมพันธ์ อบจ. สุราษฎร์ธานีได้นำเรื่องราวเพียงย่อ ๆ มาให้ผู้อ่านได้ศึกษา ถ้าต้องการทราบรายละเอียดมากกว่านี้ให้สอบถามไปที่ องค์การบริหารส่วนตำบล เวียง สระ และที่พระคุณเจ้าพระมหาณัฐพงศ์ เจ้าอาวาสวัดเวียงสระ




คำว่า"เวียง" แปลว่าเมือง อย่างเวียงจันทร์ เวียงป่าเป้า เวียงเชียงรุ้ง ฯลฯ  ...ลองสังเกตุกันดูว่าใกล้ๆ บ้านใครมีชื่อนำหน้าแบบนี้บ้าง เพราะอาจจะมี ลายแทงขุมทรัพย์ซ่อนเป็นปริศนาไว้ก็ได้ใครจะไปรู้ !!!  :yoyo-emoticon-1-078: :yoyo-emoticon-1-078:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 2012-11-10, 09:28:44 โดย คนเล่นเหรียญ »

ออฟไลน์ พี่พา

  • กรรมการหมู่บ้าน
  • ***
  • กระทู้: 1,819
Re: ตำนานขุมทรัพย์
« ตอบ #2 เมื่อ: 2012-11-10, 19:53:39 »
น่าค้นหาน่าติดตามดีจังค่ะพ่ีจอส อ่านแล้วเพลินเลยค่ะ :yoyo-emoticon-2-011:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 2012-11-10, 19:54:15 โดย พี่พา »
เรียนรู้ตัวเองให้มากๆ.  แล้วเธอจะเข้าใจคนอื่น

ออฟไลน์ นู๋เอ๋

  • สมาชิกหมู่บ้านนานา
  • **
  • กระทู้: 1,159
  • อยู่..ให้เหมือนวันสุดท้าย ตาย..ให้เหมือนกับยังคงอยู่
    • NaNa...Collections
Re: ตำนานขุมทรัพย์
« ตอบ #3 เมื่อ: 2012-11-15, 18:22:16 »
อ่านแล้วก็น่าคิด...แผ่นดินไหวจากแต่ก่อนที่ขยับตัวอย่างเกรงใจ
นานๆทีจะขยับแบบแรงๆ ตอนนี้เดาว่าหมดความอดทน...เลยขยับให้รู้บ่อยขึ้น
ขนาดไหวอยู่พม่า...ยังส่งมาถึงบางกอก :yoyo-emoticon-2-005:
ฤๅว่าเดี๋ยวนี้ปลาอานนท์ช่างขี้เมื่อยก็ม่ายรู้

ที่รู้ๆใจนู๋น่ะสั่นหวั่นไหวทู๊กทีเวลาเจออะไรที่กรุบกรับๆ :yoyo-emoticon-1-010:

อ้อ...บ้านนู๋ก็เวียงเหมือนกันนะคะพี่จอสขา

"เวียงหัว"  :yoyo-emoticon-1-045: อ่ะค่า  เอิ๊ก เอิ๊ก
"ไม่ต้องเป็นคนที่ยิ่งใหญ่ แต่จงเป็นคนที่มีคุณค่า" -- อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

ออฟไลน์ คนเล่นเหรียญ

  • กรรมการหมู่บ้าน
  • ***
  • กระทู้: 306
  • เชื่อของ เชื่อตา... อย่าเชื่อคน!!!
Re: ตำนานขุมทรัพย์
« ตอบ #4 เมื่อ: 2012-11-22, 17:50:19 »
เวียงหัว อะนะ ... :yoyo-emoticon-1-014: :yoyo-emoticon-1-014: :yoyo-emoticon-1-014: เล่นมุกตลกคาเฟ่ เลย  :yoyo-emoticon-1-035: :yoyo-emoticon-1-035:!!!

สงสัยต้องเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น "นู๋เอ๋ เชิญยิ้ม"  :yoyo-emoticon-1-010: :yoyo-emoticon-1-010:



มาต่ออีกที่ดีกว่า ที่นี่เป็นขุมทรัพย์ทางภาคใต้อีกที่นึง เรียกว่า "ขุมทองไอ้เต" ...

ตำนานเรื่องนี้อยู่ที่ภูเขารับร่อหรือภูเขาพระในวัดเทพเจริญ หมู่ที่ 4 ต.ท่าข้าม อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร สิ่งสำคัญของสถานที่แห่งนี้คือ 1.ภูเขารับร่อ 2.ถ้ำพระ 3.ถ้ำไอ้เต 4.พระพุทธรูปหลักเมือง 5.ภาพเขียนสีบนผนังถ้ำไอ้เต 6.รอยพระพุทธบาทจำลอง ซึ่งทำจากหินทรายสีแดง
เขารับร่อหรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่าเขาพระบ้าง ถ้ำทะเลซิยะบ้าง เป็นภูเขาหินปูนซึ่งวางตัวอยู่ในแนวเกือบจะเกือบจะตามแกนทิศเหนือ - ทิศใต้ ขนาดยาวประมาณ 4 กม.เศษๆ
กว้างประมาณ 2.25 กม. ยอดสูงสุดอยู่ทางตอนใต้ของภูเขา สูงประมาณ 281 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง โบราณสถานตั้งอยู่ในเขตวัดเทพเจริญ (วัดถ้ำรับร่อ) อยู่ทางทิศใต้ของภูเขา
ภูเขารับร่อนี้ตามตำนานและนิทานพื้นบ้านเชื่อกันว่า บริเวณรอบๆ เขารับร่อเป็นที่ตั้งของเมืองโบราณ ชื่อเมือง อุทุมพร ร่วมสมัยกับเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งสร้างโดยพระเจ้าศรีธรรมโศกราช เมืองอุทุมพร ใช้เป็นเมืองท่ารักษาด่านทางข้ามคอคอดคาบสมุทรมลายู มีสำเภาจีนมาค้าขาย และได้รับอิทธิพลพระพุทธศาสนามาจากนครศรีธรรมราช จึงได้สร้างพระพุทธรูปปูนปั้นองค์ใหญ่เรียกว่า "พระหลักเมืองหรือพระปู่หลักเมือง" เป็นพระประธานประดิษฐานอยู่กลางถ้ำ
ถ้ำพระนี้บางทีชาวบ้านเรียกว่าถ้ำทะเลซิยะ ตามชื่อคลองทะเลซิยะที่ไหลผ่านหน้าภูเขาทางทิศใต้ โดยไหลไปรวมกับคลองรับร่อและคลองรับร่อจะไหลลงไปบรรจบกันกับคลองท่าแซะตรงบ้านปากแรกปัจจุบัน มีเรื่องเล่าว่า …
............เมื่อเสร็จจากการสร้างพระพุทธรูปหลักเมืองแล้ว มีทรัพย์สินเงินทองที่ชาวบ้านนำมาร่วมสร้างคงเหลืออีกมากมาย จึงนำไปฝังไว้ที่ถ้ำอีกถ้ำหนึ่งที่อยู่ใกล้เคียงกัน แล้วเขียนรูปพระพุทธไสยาสน์ลงสีไว้ที่ผนังถ้ำ ชาวบ้านเล่าลือต่อมาว่า ภาพปริศนานั้นสร้างไว้เพื่อจะได้เฝ้าสมบัติ ซึ่งเรียกกันว่า "ไอ้เต" จะลบเท่าใดก็ไม่หมด หลายต่อหลายครั้งมีผู้รู้เท่าไม่ถึงการ เอาผ้าชุบน้ำมาทดลองลบสี นอกจากนี้ยังมีคำเป็นปริศนาลายแทงว่า "ไอ้เต ไอ้เต เอาลูกใส่เปล เอาตีนคาใน น้ำมันสองขวด ค่อยนวดค่อยไป ผู้ใดคิดได้ อยู่ในไอ้เต" มีผู้เชื่อตามลายแทงมาขุดหาสมบัติในถ้ำหลายครั้ง ปรากฏว่ายังไม่มีผู้ใดได้ไป เพราะเมื่อมาขโมยขุดก็มักจะเกิดเหตุอัศจรรย์ โดยถูกงูขาวใหญ่ไล่กัดบ้าง ถูกเสียงลึกลับไล่ตะเพิดบ้าง
ด้วยเหตุที่ถ้ำรับร่อมีพระพุทธรูปหลักเมือง ทำให้นักวิชาการสันนิษฐานว่า บริเวณชุมชนโบราณแห่งนี้คงเป็นที่ตั้งของเมืองชุมพรเก่า ร่วมสมัยพระเจ้าศรีธรรมโศกราชแห่งนครศรีธรรมราช ทั้งนี้ตามตำนานเมืองนครศรีธรรมราช ได้กล่าวถึงพระยาศรีธรรมโศกสร้างเมือง 12 นักกษัตริย์ ปีมะแม โดยเมืองอุทุมพรถือตราแพะ เมืองชุมพรสมัยนั้นจึงน่าจะเป็นเมืองอุทุมพรที่ท่าแซะ อย่างไรก็ดี เรื่องดังกล่าวยังต้องค้นหาหลักฐาน ทางประวัติศาสตร์และศึกษากันต่อไป ...........หลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดในปัจจุบันพบว่าแหล่งโบราณคดีเขารับร่อ มีมนุษย์อาศัยมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ได้พบเครื่องมือขวานหินขัดและเศษภาชนะดินเผาในถ้ำต่างๆ ภายในภูเขารับร่อ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพื้นที่บริเวณนี้มีมนุษย์อยู่อาศัยมาแล้วไม่น้อยกว่า 2,000 ปี
รูปแบบศิลปกรรม โบราณสถานเขารับร่อนี้มีถ้ำสำคัญอยู่ 3 ถ้ำคือ ถ้ำไทร ถ้ำพระและถ้ำไอ้เต ถ้ำไทรนั้นไม่มีโบราณสถานและโบราณวัตถุ มีเพียงหินงอกหินย้อยตามธรรมชาติ หลักฐานทางประวัติศาสตร์โบราณคดีมีอยู่ที่ถ้ำพระและถ้ำไอ้เต ดังรายละเอียดต่อไปนี้
ถ้ำพระ บริเวณหน้าถ้ำมีพระพุทธรูปปั้นทรงเครื่องปางมารวิชัยขนาดใหญ่ หน้าตักประมาณ 140 - 200 ซม. จำนวน 3 องค์ คงสร้างขึ้นสมัยอยุธยาประมาณพุทธศตวรรษที่ 22-23 ภายในถ้ำมีพระพุทธรูปปูนปั้น พระพุทธรูปสำริดสมัยอยุธยา

 ถ้ำไอ้เต มีภาพเขียนสีสมัยประวัติศาสตร์ เขียนเป็นรูปพระพุทธไสยาสน์อยู่เหนือพื้นน้ำ ประมาณ 40 ซม.องค์ยาวประมาณ 4.80 เมตร กว้าง 2 เมตร พระเศียรหันสู่ทิศตะวันตกเฉียงใต้ พระพักตร์หันไปทางทิศตะวันออก ตัดเส้นสีแดงดำเป็นโครงร่าง รอบๆองค์ลงสีเป็นส่วนๆ พระเศียรพระเกศลงสีดำ พระพักตร์และพระกรลงสีขาว พระวากายครองผ้าสีส้มเหลือแบบเดียวกับสี ผ้าครองของพระสงฆ์ ไม่แสดงรายละเอียดของพระเนตร พระนาสิกและพระโอษฐ์ พระพักตร์ซึ่งเป็นรูปค่อนข้างเหลี่ยม มีพระอุษณีนูนสูงต่อด้วยเปลวซึ่งลงสีขาวตัดเส้นดำ ส่วนปลายพระบาทไม่ชัดเจน
พระพุทธรูปแกะสลักจากไม้จันทร์ รวมแล้วเป็นร้อยองค์ มีทั้งพระพุทธไสยาสน์ พระพุทธรูปปางมารวิชัยฝีมือช่างท้องถิ่น ซึ่งได้รับอิทธิพลจากศิลปท้องถิ่นภาคใต้และภาคกลางปะปนกัน พระประธานหรือหลวงปู่หลักเมือง เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นองค์ใหญ่ประดิษฐานอยู่กลางถ้ำ สูงขนาด 6 เมตร หน้าตักกว้าง 5 เมตร ลักษณะพุทธศิลป์แบบศิลปอยุธยา และพระพุทธรูปอื่นๆ ที่เป็นบริวาร เป็นพระพุทธรูปเลียแบบสุโขทัยก็มี
............ถ้ำไอ้เต มีภาพเขียนสีสมัยประวัติศาสตร์ เขียนเป็นรูปพระพุทธไสยาสน์อยู่เหนือพื้นน้ำ ประมาณ 40 ซม. องค์ยาวประมาณ 4.80 เมตร กว้าง 2 เมตร พระเศียรหันสู่ทิศตะวันตกเฉียงใต้ พระพักตร์หันไปทางทิศตะวันออก ตัดเส้นสีแดงดำเป็นโครงร่าง รอบๆองค์ลงสีเป็นส่วนๆ พระเศียรพระเกศลงสีดำ พระพักตร์และพระกรลงสีขาว พระวากายครองผ้าสีส้มเหลือแบบเดียวกับสี ผ้าครองของพระสงฆ์ ไม่แสดงรายละเอียดของพระเนตร พระนาสิกและพระโอษฐ์ พระพักตร์ซึ่งเป็นรูปค่อนข้างเหลี่ยม มีพระอุษณีนูนสูงต่อด้วยเปลวซึ่งลงสีขาวตัดเส้นดำ ส่วนปลายพระบาทไม่ชัดเจน
สำหรับรอยพระพุทธบาทหินทราย ขนาดยาวประมาณ 1 เมตร ประดิษฐานอยู่ ณ ศาลาราษฎร์สามัคคี ซึ่งเป็นศาลาจตุรมุกบริเวณเชิงเขา ลักษณะของรอยพระพุทธบาทสลักลวดลายคล้ายสัญลักษณ์ของราชวงศ์ปทุมวงศ์ ของพระเจ้าศรีธรรมโศกราชแห่งนครศรีธรรมราช มีรูปแพะซึ่งเป็นสัญลักษณ์เมืองชุมพร ซึ่งตามตำนานเมืองนครศรีธรรมราชได้กล่าวถึงเมือง 12 นักกษัตริย์อันเป็นเมืองขึ้นของนครศรีธรรมราช มีเมืองชุมพร (ปีมะแม) ถือตราแพะ ลักษณะแบบศิลปกรรมน่าจะสร้างขึ้นสมัยอยุธยาตอนต้น หรือไม่ก็เก่าไปกว่าพุทธศตวรรษที่ 19
:yoyo-emoticon-1-054: :yoyo-emoticon-1-054:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 2012-11-22, 17:54:01 โดย คนเล่นเหรียญ »

ออฟไลน์ คนเล่นเหรียญ

  • กรรมการหมู่บ้าน
  • ***
  • กระทู้: 306
  • เชื่อของ เชื่อตา... อย่าเชื่อคน!!!
Re: ตำนานขุมทรัพย์
« ตอบ #5 เมื่อ: 2012-12-09, 10:16:21 »
ต่อด้วยขุมทรัพย์ยุคอยุธยา...

อาถรรพณ์ขุมทรัพย์สมเด็จพระนเรศวรฯ ที่วัดป่าแก้ว


เรื่องนี้มีหลักฐานและ ถูกเล่าขานกันนานแล้ว เป็นเรื่องจริงจากคำบอกเล่าของพระธุดงค์หลายรูป ที่เล่าตรงกันเกี่ยวกับขุมทรัพย์โบราณมูลค่ามหาศาลภายใน "วัดป่าแก้ว" หรือ วัดใหญ่ชัยมงคล จ.พระนครศรีอยุธยา วัดนี้ตามประวัติกล่าวไว้ว่า เดิมเป็นวัดราษฎร์เรียกกันว่าวัดป่า ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกับวัดสำคัญประจำนครอโยธยาเดิมคือวัดพนัญเชิง วัดมเหยงค์ วัดกุฎีดาว และวัดอโยธยา ครั้งถึงแผ่นดินสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) ได้ทรงให้ขุดศพเจ้าแก้วเจ้งไท เชื้อพระวงศ์ที่เป็นอหิวาตกโรคตาย ขึ้นพระราชทานเพลิงที่วัดนี้แล้วทรงซ่อมแซมบูรณะเจดีย์วิหาร ก่อนจะทรงสถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวง พระราชทานนามว่า "วัดเจ้าพญาไท" ให้เป็นที่พำนักของพระพนรัต

ซึ่งเป็นพระสังฆราชฝ่ายอรัญวาสี และด้วยอาณาเขตของวัดที่กว้างใหญ่ ชาวบ้านจึงนิยมเรียกชื่อ "วัดใหญ่" ตั้งแต่นั้นมาจนล่วงมาถึงปี พ.ศ. 1991 - 2031 ในแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พระสงฆ์ไทยคณะหนึ่งนำกันออกไปอุปสมบทแปลงเป็นสิงหนีนิกาย และศึกษาพระพุทธศาสนา ณ สำนักพระพนรัต มหาเถระในลังกาทวีป สำเร็จแล้วกลับมาตั้ง "คณะป่าแก้ว" ที่ "วัดเจ้าพญาไท" จึงนิยมเรียกชื่อกันว่า "วัดเจ้าพญาไทคณะป่าแก้ว" ภายหลังเรียกเหลือสั้นลงแค่ "วัดป่าแก้ว" และเปลี่ยนเป็น "วัดใหญ่ชัยมงคล"

ในปัจจุบันวัดโบราณเก่าแก่ในเขต จ.พระนครศรีอยุธยา หลาย ๆ วัดเป็นที่รู้จักดีในหมู่เซียนพระ และนักเล่นของเก่าแก่ว่าจะต้องมีสมบัติมีค่ามหาศาลฝังไว้ใต้ดิน และแน่นอนว่าแต่ละที่จะต้องมี "ภูต" ที่เรียกว่า "ปู่โสม" เฝ้าอยู่ คนที่เชื่อและขยาดในอิทธิฤทธิ์มักไม่กล้าเข้าไปยุ่ง แต่กับกลุ่มคนที่ชอบลักลอบเข้าไปขุด พวกนี้จะมองเห็นเป็นเรื่องธรรมดา เพราะกิเลสและความละโมบที่มีอยู่ ทำให้ตามืดบอด มองไม่เห็นหายนะและความตายจากคำสาปแช่งที่กำลังจะมาถึงวัดป่าแก้วหรือ วัดใหญ่ชัยมงคล ในอดีตมักจะมีพระธุดงค์แวะเวียนมาปักกลดแสวงหาความวิเวกอยู่เป็นประจำ สมัยนี้เล่ากันว่าบริเวณวัดมีแต่ต้นไม้ขึ้นหนาแน่นและเต็มไปด้วยสัตว์ร้าย เช่น งูเหลือม งูจงอาง เป็นสถานที่อันตราย เปลี่ยว และยังลือกันว่า "ผีดุ" จนชาวบ้านได้กล้าย่างกรายเข้าไป แต่ก็ยังมีพระภิกษุรูปหนึ่ง ใช้สถานที่นี้เป็นที่ปักกลดท่านคือ "หลวงปู่สีโห" พระป่ากรรมฐาน ซึ่งเป็นศิษย์ใกล้ชิด หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต พระปรมาจารย์กรรมฐานแห่งภาคอีสาน

"หลวงปู่สีโห" ท่านเป็นศิษย์หลวงปู่มั่นรุ่นเดียวกัน หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่ขาว อนาลโย และหลวงปู่แหวน สุจิณโณ ท่านเป็นพระที่เคร่งในพระธรรมวินัย แต่ไม่ชอบอยู่วัดเพราะท่านรักที่จะอยู่ตามป่า ท่านเป็นพระที่มีชื่อเสียงในทาง "วิปัสสนากรรมฐาน" มากจนได้รับการยกย่องว่า มีเมตตาและพลังจิตแก่กล้า มีอำนาจแห่งอิทธิฤทธิ์และอภิญญา

หลวงปู่สีโห ท่านเคยมาปักกลดอยู่ในวัดป่า แก้ว ใกล้กับพระเจดีย์องค์ใหญ่ที่สมเด็จพระนเรศวรฯ ทรงสร้างเฉลิมฉลองพระเกียรติ ภายหลังที่มีชัยแก่พม่าแล้ว ขณะที่ท่านพำนักอยู่ได้มีคนกลุ่มใหญ่พากันเข้ามาภายในวัดมองดูลักษณะคล้าย พวกโจร คนเหล่านี้มาขอร้องให้หลวงปู่ถอนกลดย้ายไปจากที่นั่น หลวงปู่ถามว่าเหตุใดจึงมาไล่ท่าน คนพวกนั้นตอบตามตรงว่าพวกเขาจะมาขุดทรัพย์ตามลายแทง แต่ไม่อยากให้หลวงปู่ร่วมรับรู้ด้วย และยังได้เล่าต่อไปว่าภายในเขตกรุงศรีอยุธยานี้มีลายแทงโบราณ บอกที่ซ่อนทรัพย์สมบัติไว้มากมายถึง 713 แห่ง พวกเขาขุดพบมาแล้ว 5 แห่ง และตามลายแทงยังบ่งบอกไว้ว่าในบริเวณรอบพระเจดีย์ใหญ่ที่สมเด็จพระนเรศวรฯ สร้างนี้มีขุมทรัพย์อยู่ถึง 27 ขุม มีข้าวของเงินทอง และเพชรนิลจินดาอยู่มากมาย จากนั้นกลุ่มชายฉกรรจ์ก็ได้เอาสมุดข่อย ซึ่งเขียนด้วยอักขรไทยโบราณมีรูปแสดงที่ตั้งขุมทรัพย์ใต้ดินในบริเวณรอบ ๆ พระเจดีย์ให้หลวงปู่ดู นอกจากนี้ในสมุดข่อยยังมีแผนที่แสดงขุมทรัพย์ต่าง ๆ ทั่วกรุงศรีอยุธยาอีกมากมายนับไม่ถ้วน

และที่น่ากลัวก็คือ ภายในสมุดข่อยเล่มนั้นมีอยู่หน้าหนึ่งเป็นผ้าเยื่อไม้ซีด ๆ ปรากฏคำสาปแช่งเอาไว้ด้วยโดยที่ไม่รู้ว่า กลุ่มโจรพวกนี้ จะเห็นหรือไม่ เรื่อง ขุมทรัพย์รายรอบพระเจดีย์นี้เป็นเรื่องที่คนโบราณว่าไว้จริง ซึ่งหัวหน้าแม่ชีท่านหนึ่งที่วัดใหญ่ชัยมงคลเคยเล่าให้ผู้เขียนฟัง ในสมัยที่ท่านเข้ามาอยู่ที่วัดนี้ใหม่ ๆ นอกจากจะได้เห็น "ดวงพระวิญญาณ สมเด็จพระนเรศวรฯ" แล้วท่านยังเคยเห็น "ทองลุก" ซึ่งเป็นไฟพะเนียงพุ่งขึ้นไปบนฟ้าตรงบริเวณหน้าพระเจดีย์องค์นี้ ซึ่งคนโบราณบอกไว้ว่าถ้าเห็นลักษณะนี้แสดงว่า ใต้ดินบริเวณนั้นต้องมีสมบัติฝังอยู่แน่นอน สำหรับที่มาของขุมทรัพย์เหล่านี้ตามลายแทงโบราณได้บอกไว้ว่าเป็นมหาสมบัติ อันล้ำค่า ของอดีตพระมหากษัตริย์กรุงศรีอยุธยาหลายพระองค์ ที่สมเด็จพระนเรศวรทรงขุดพบ และนำมาฝังไว้ตามคำแนะนำของสมเด็จพระพนรัตน์ป่าแก้ว ผู้เป็นอาจารย์ของพระองค์จุดประสงค์ก็เพื่อเป็นการบูชาพระรัตนตรัย แก้อาถรรพณ์ดวงเมืองที่ตกต่ำ ร่วงโรยมานานให้รุ่งเรืองขึ้นในยุคสมัยของพระองค์

การขุดสมบัติของกลุ่ม โจรในวันนั้นเล่าว่ามีการนำอาจารย์ทางไสยศาสตร์มาทำ พิธีด้วย มีการเสกไข่เสี่ยงทายและพบไข่เป็นสีต่าง ๆ เช่น สีเหลือง แดง เขียว ดำ ซึ่งบอกให้รู้ว่ามีขุมทรัพย์ประเภททองคำ เพชรนิลจินดา และเงินตราโบราณอยู่มากมาย ทำให้พวกโจรดีใจกันมาก แล้วก็ช่วยกันทำการขุด เมื่อขุดลงไปประมาณ 7 ฟุต ก็พบโครงกระดูก 4 โครง นอนหัวชนกันหันเท้าชี้ไป 4 ทิศ และพอขุดลงไปอีกจอบก็ไปกระทบกับพื้นคอนกรีตโบราณ ซึ่งเป็นหลังคาอุโมงค์เก็บสมบัติ จึงพยายามช่วยกันแซะปากอุโมงค์ให้กว้างขึ้น และน่าประหลาดที่ภายในอุโมงค์มีกระแสลมแรงมาก พัดออกมาตลอดเวลา คล้ายมีพัดลมขนาดใหญ่อยู่ข้างใน อาจารย์ทางไสยเวทย์ที่ร่วมทีมจึงทดลองเอาด้ามเสียมแหย่ลงไปดูปรากฏว่า เสียมถูกกระแสลมตีเศษเหล็กกระจาย ทำให้แน่ใจว่าภายในหลุมนี้มี "หุ่นพยนต์" หรือ "จักรพยนต์" ที่คนโบราณผูกไว้สำหรับป้องกันขุมทรัพย์

"หุ่นพยนต์" หรือ "จักรพยนต์" นี้ทำด้วยเหล็กกล้าเนื้อดี และคมกริบเคลื่อนไหวด้วยกลไกที่ผลักดันจากแสง และอากาศที่อัดลงไป นอกจากนี้ยังมีการปลุกเสกลงอาถรรพณ์ ด้วยเวทมนตร์ศักดิ์สิทธิ์เพื่อให้มีวิญญาณสิงสถิตย์อยู่ หากจะทำลายก็ต้องแก้ด้วยเวทมนตร์ แต่สำหรับกลุ่มโจรเหล่านี้ แม้จะมีอาจารย์ทางไสยศาสตร์ มาคอยแก้อาถรรพณ์อยู่ด้วยก็ยังทำได้ยาก เพราะขณะกำลังทำพิธีล้างอาถรรพณ์หุ่นพยนต์นั้น อุโมงค์ขุมทรัพย์ก็ได้เลื่อนออกไป เสียงดังครืด ๆ เป็นที่น่าอัศจรรย์ หนำซ้ำยังมีดินถล่มลงมาถมปากอุโมงค์จนเต็ม เป็นการปิดไม่ให้คนเหล่านั้นได้ล่วงล้ำเข้าไปอีก แต่ถึงจะเจออภินิหารซึ่งหน้าเช่นนี้ กลุ่มโจรก็ยังไม่ย่อท้อ ตั้งใจว่าจะเริ่มขุดใหม่ในวันรุ่งขึ้น

ดึกดื่นคืนนั้นพวกโจรกลับกัน หมดแล้ว ได้ปรากฏร่างใหญ่โตของคน 4 คน ซึ่งไม่มีหัวมายืนอยู่หน้ากลดหลวงปู่สีโห ทั้งหมดคือภูตที่คอยเฝ้ามหาสมบัติให้สมเด็จพระนเรศวรฯ มาแจ้งให้หลวงปู่ทราบว่า กลุ่มโจรเหล่านี้มาขุดพระราชทรัพย์อันศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าฟ้าพระมหากษัตริย์ ที่ทรงสาปแช่งไว้ แล้วยังทำพิธีไสยศาสตร์ ทำลายข่ายอาถรรพณ์ที่พระครูปุโรหิตโบราณาจารย์ทำไว้ให้เสื่อมอีก เท่ากับเป็นการทำลายดวงชะตาของบ้านเมือง พวกตนจะมาเอาชีวิตไปให้หมดแต่ติดขัดว่ามีหลวงปู่อยู่ด้วย จึงมาแจ้งให้ทราบ แต่หลวงปู่สีโห ซึ่งท่านได้ชื่อว่าเป็นพระที่มีจิตเมตตา ท่านจึงได้ขอบิณฑบาตชีวิตคนเหล่านั้น ขอแค่ดัดนิสัยให้เข็ดหลาบก็พอ ทำให้วิญญาณทั้ง 4 นิ่งอึ้ง และบอกว่าต้องให้หลวงปู่ลองพูดกับพญายมบาลเอง พวกเขาไม่มีอำนาจอะไร เพียงแต่ทำตามหน้าที่เท่านั้นพูดเสร็จก็เดินหายเข้าไปในองค์พระเจดีย์

หลวง ปู่สีโหจึงเข้าฌานติดต่อกับพญายมบาล เมื่อพญายมบาลเปิดบัญชีดูจึงรู้ว่าพวกขุดลักพระราชทรัพย์เหล่านี้ ดวงยังไม่ถึงฆาตในตอนนี้ แต่กรรมหนักกำลังจะตามมาในไม่ช้า แต่ถึงอย่างไรพวกนี้ก็ควรจะได้รับผลจากคำสาปแช่งบ้างจะได้หลาบจำ เป็นอันว่าท่านพญายมตกลงจะไว้ชีวิตพวกโจร ครั้นรุ่งเช้าหลวงปู่สีโหตื่นขึ้นจะไปสรงน้ำ เพื่อออกบิณฑบาตก็ได้เห็นโจรกลุ่มนั้นกำลังนอนดิ้นทุรนทุราย เอามือกุมท้องบิดไปมาด้วยความเจ็บปวด ขอให้หลวงปู่ช่วย ขณะเดียวกันบนองค์พระเจดีย์ใหญ่ก็เกิดเสียงดังครืน ทำให้ทุกคนหันไปดู เพราะคิดว่าพระเจดีย์จะถล่ม แต่แล้วก็พากันตกตะลึง เมื่อเห็นชายผู้หนึ่งเดินลงมาจากพระเจดีย์พร้อมด้วยผีหัวขาดร่างใหญ่โต และพากันเดินหายไปทางกำแพงแก้วด้านทิศใต้ พวกโจรในที่นั้นร้องอุทานด้วยความตกใจสุดขีด หลวงปู่จึงบอกว่า "พวกเขาคือปู่โสมเฝ้าทรัพย์ที่จะมาเอาชีวิตพวกเจ้า" พอได้ยินหลวงปู่พูดเช่นนี้ พวกโจรทั้งหมดก็เกิดความกลัว ตาหูเหลือกลาน จนอาการปวดท้องกำเริบ ทำให้หมดสติไปตามๆกัน หลวงพ่อเห็นแล้วก็ยิ่งเกิดความสังเวชที่เห็นโจรเหล่านี้ถูกลงโทษ เช้าวันนั้นท่านจึงจาริกออกจากอยุธยาไป ปล่อยให้โจรเหล่านั้นนอนสลบไสลเฝ้าขุมทรัพย์ภายในวัดป่าแก้วไปตามยถากรรม

" ปู่โสมเฝ้าทรัพย์" นั้นมีจริงหากใครไม่เชื่อคิดลบหลู่ลองของก็เชิญพิสูจน์ได้ที่ "วัดป่าแก้ว" หรือ "วัดใหญ่ชัยมงคล" จ.อยุธยา เพราะสมบัติมีค่ามหาศาล ครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวรฯ ณ ปัจจุบันก็ยังคงฝังอยู่ใต้ดินรอบองค์พระเจดีย์นั่นเอง ซึ่งคงต้องรอผู้มีบุญ ผู้มีวาสนาขุดขึ้นมาใช้เป็นพระราชทรัพย์บำรุงแผ่นดิน และพระพุทธศาสนาในยุคต่อ ๆ ไป


*** คัดลอกจาก http://www.thaighoststory.com/read-ghost-tid-328-fpage-2.html

      ขอขอบคุณเจ้าของต้นฉบับมา ณ.ที่นี้ด้วยครับ

ออฟไลน์ nop1

  • ประธานหมู่บ้านกิตติมศักดิ์
  • ****
  • กระทู้: 2,479
Re: ตำนานขุมทรัพย์
« ตอบ #6 เมื่อ: 2012-12-09, 23:47:52 »
:yoyo-emoticon-1-035:อ่านจนตาลาย ผมเข้าใจแล้วหละว่าทำไมรูปประจำตัวคุณจอสจึงเป็นรูป อินเดียนหน้าโจร  :yoyo-emoticon-1-010: :yoyo-emoticon-1-010:
ควรมีความสุขกับการให้มากกว่าความสุขที่จะได้รับ

ออฟไลน์ คนเล่นเหรียญ

  • กรรมการหมู่บ้าน
  • ***
  • กระทู้: 306
  • เชื่อของ เชื่อตา... อย่าเชื่อคน!!!
Re: ตำนานขุมทรัพย์
« ตอบ #7 เมื่อ: 2012-12-10, 00:16:15 »
ว่าแต่..ขอคำแนะนำนิดนึงครับ !

จากภาพยุคเก่า และใหม่

พี่ณพ ว่าน่าจะลองตรงจุดไหนก่อนดีครับ ? :yoyo-emoticon-2-005: :yoyo-emoticon-2-005:  :yoyo-emoticon-1-014: :yoyo-emoticon-1-014:

ออฟไลน์ nop1

  • ประธานหมู่บ้านกิตติมศักดิ์
  • ****
  • กระทู้: 2,479
Re: ตำนานขุมทรัพย์
« ตอบ #8 เมื่อ: 2012-12-10, 21:35:42 »
ว่าแต่..ขอคำแนะนำนิดนึงครับ !

จากภาพยุคเก่า และใหม่

พี่ณพ ว่าน่าจะลองตรงจุดไหนก่อนดีครับ ? :yoyo-emoticon-2-005: :yoyo-emoticon-2-005:  :yoyo-emoticon-1-014: :yoyo-emoticon-1-014:

ของมีค่ามากที่สุดต้องอยู่ใต้ฐานเจดีย์องค์ประธานครับเป็นห้องกรุอย่างดี ความจริงคนโบราณเขาก็ฉลาดนะครับที่ไม่เอาไว้ที่ส่วนกลางหรือยอด เพราะถ้าหากเจดีย์พังไปสมบัติก็ยังคงอยู่ แต่ถ้าเจอน้ำท่วมบ่อยๆก็แย่เหมือนกันครับ :yoyo-emoticon-1-014: :yoyo-emoticon-1-014: :yoyo-emoticon-1-014:
ควรมีความสุขกับการให้มากกว่าความสุขที่จะได้รับ

ออฟไลน์ หนุ่มรัตนะ

  • ***วีไอพี***
  • *
  • กระทู้: 483
Re: ตำนานขุมทรัพย์
« ตอบ #9 เมื่อ: 2012-12-10, 22:13:59 »
ต่อด้วยขุมทรัพย์ยุคอยุธยา...


"หุ่นพยนต์" หรือ "จักรพยนต์" นี้ทำด้วยเหล็กกล้าเนื้อดี และคมกริบเคลื่อนไหวด้วยกลไกที่ผลักดันจากแสง และอากาศที่อัดลงไป


*** คัดลอกจาก http://www.thaighoststory.com/read-ghost-tid-328-fpage-2.html

      ขอขอบคุณเจ้าของต้นฉบับมา ณ.ที่นี้ด้วยครับ


นึกถึงรามเกียรติ์ตอน "หนุมานต้องจักรกรด"

หนุมานได้ฟังรับอาสากราบลง แทบบาทพระจักรา ถอยหลังมาแผลงฤทธิ์แล้วเหาะไป
ครั้นถึงยังซึ่ง เขาอาวุธ     สำแดงฤทธิรุตอย่างใหญ่
เห็นมีปล่องช่องเขาแหวกเข้าไป   ถูกจักร์ไฟไหม้ตัดพัดอินทรีย์
เพราะระหว่างทางลงมีกงจักร์      หมุนพัดอยู่ประจำสำหรับที่
จักร์กรดพัดขาดไหม้ทั้งกายี    ในที่ช่องเข้าเขาสรรพยา
เหล่าเทเวศรที่พิทักษ์รักษา    ตกใจไหวหวั่นทั้งบรรพตา
แหงนหน้าตาสอดลอดเขาไป   เห็นแต่กุณฑลขนเพ็ชร์เขี้ยวแก้ว
กายไหม้หมดแล้วหามีไม่     เทวาคิดปลาดหลากใจ

ออฟไลน์ หนุ่มรัตนะ

  • ***วีไอพี***
  • *
  • กระทู้: 483
Re: ตำนานขุมทรัพย์
« ตอบ #10 เมื่อ: 2012-12-10, 22:20:52 »
ว่าแต่..ขอคำแนะนำนิดนึงครับ !

จากภาพยุคเก่า และใหม่

พี่ณพ ว่าน่าจะลองตรงจุดไหนก่อนดีครับ ? :yoyo-emoticon-2-005: :yoyo-emoticon-2-005:  :yoyo-emoticon-1-014: :yoyo-emoticon-1-014:


เอ...กรุวัดป่าแก้ว เป็นการค้นพบพระเครื่องคือ ขุนแผนเคลือบแขนอ่อน ไม่ได้บรรจุกรุไว้ใต้ดิน แต่พบส่วนบนเจดีย์ ไม่มีคราบกรุแคลเซียม แต่เป็นคราบฝุ่นจับบาง ๆ นิครับ

แต่หากเจดีย์นี้สร้างแล้วบรรจุพระบรมสารีริกธาตุแล้ว ก็จะต้องทำห้องกรุฝังลงไปใต้ดินครับ

ออฟไลน์ คนเล่นเหรียญ

  • กรรมการหมู่บ้าน
  • ***
  • กระทู้: 306
  • เชื่อของ เชื่อตา... อย่าเชื่อคน!!!
Re: ตำนานขุมทรัพย์
« ตอบ #11 เมื่อ: 2012-12-10, 23:58:04 »
ได้ข้อมูลจาก เสธฯณพ+เสธฯรัตนะ  ... ชักจะอยาก"ผจญภัย" แต่ก็ยังแหยงๆ กลัวว่าจะเปลี่ยนเป็น "เผชิญคุก" ซะมากกว่า  :yoyo-emoticon-2-005: :yoyo-emoticon-2-005:

ว่าแต่ที่ท่านรัตนะ กล่าวมาเรื่อง"หนุมาน" เจอกับดัก ...ทำให้ผมนึกถึงเรื่องนึงตอนไปเที่ยวดอยตุง เมื่อซักเกือบ 10 ปีได้ละ (อุ๊ย..แก่ไปปล่าว) 

จำได้ว่าได้เคยคุยกับ ลุงคนนึงที่อยู่ทำงานที่วัดพระธาตุดอยตุง แกเล่าว่า "คำว่าดอยตุงนี้ มีตำนานเล่าเรื่องที่เก่าแก่ว่า เดิมทีเป็นที่เทวดาสร้างเอาไว้ และก็มีขุมทรัพย์(อีกละ) ซ่อนอยู่ มีทางเข้าเป็นรู(ปากบ่อ)เล็กๆ อยู่บนดอย วัดความลึกไม่ได้ เพราะทุกครั้งที่มีการแหย่ไม้หรือเชือกผูกก้อนหินหย่อนลงไปเพื่อดูความลึกถึงพื้นดิน ก็ไม่เคยสำเร็จซักที เพราะเมื่อหย่อนเชือกหรือท่อนไม้ไผ่ลงไปได้ซัก 2 ช่วงคน ก็จะมีเสียงดัง "ฉับ" และเมื่อดึงไม้หรือเชือกกลับขึ้นมาก็จะเจอรอยขาดเหมือนลักษณะที่โดนตัดด้วยของมีคม ทุกครั้งไป ทำให้ไม่มีใครกล้าที่จะผ่านบ่อนั้นลงไปหาสมบัติ จนต่อมามีการปิดปากบ่อและสร้างเจดีย์ทับเอาไว้จนถึงทุกวันนี้  แถมพูดทิ้งท้ายด้วยว่า ตุง หมายถึงธงที่ยาวใช้สำหรับนำวิญญาณคนตายไปสู่สวรรค์ ต่อให้ใช้ไม้ หรือ ตุงที่ยาวแค่ไหนแหย่ลงไป ก็จะขาดออกเหมือนชีวิตที่จะต้องเซ่นสังเวยเพราะ "กงจักร" ที่คอยตัดไม่ให้ใครผ่านเข้าไปได้โดยเด็ดขาด ... " ฟังแล้วก็ ใจฝ่อขึ้นมาทันใด  เฮ้อ !

เลยนึกถึงว่าคำว่า"กงจักร" ที่ทำหน้าที่ปกป้องขุมทรัพย์ ที่ลุงพูดถึงจะใช่หมายถึงเครื่องจักรกล  แบบเดียวกับที่หนุมานเจอหรือปล่าว ?

...

ทีนี้จบเรื่องลุงเชียงราย มาต่อด้วยลุงสุโขทัยต่อเลยครับ !!!

ที่ผมมีโอกาสได้คุยกับคุณลุงคนนี้เพราะ ไปเที่ยวอุทธยานประวัติศาสตร์ ศรีสัชนาลัย เห็นแกมีข้าวของ ถ้วยชาม พระเครื่องน่าสนใจค่อนข้างเยอะ เลยขอติดตามไปชมต่อที่บ้าน ..."ตะลึง ตะลึง ตะลึง" กว่าที่เจอในร้านแอนติกหลายเท่านัก เพราะ ลานตาไปหมด เต็มตู้ !

เลยผูกสัมพันธ์ไมตรีต่อ จนถึงขนาดนั่งทานข้าวมื้อค่ำบ้านลุง-ป้า ในมื้อนั้นด้วยความที่เป็นคน "ชอบถาม" เลยไล่เรียงไปเรื่อย หนึ่งในเรื่องที่คุยก็คือ "ขุดกรุ" ยังไง ?

ก็ได้ความรู้จากลุงว่า เมืองศรีสัชนาลัยมีเจดีย์มากมาย สมัยก่อนเป็นเมืองร้าง เหมือนป่ารกชัด เครื่องถ้วยโถโอชามกระจัดกระจายเกลื่อนทั่วไป แม้แต่เศียรพระตั้งตากแดดตากฝน ไม่มีใครสนใจ มีแต่... เครื่องเงิน-ทอง และพระเครื่องเท่านั้นที่มีการแอบลักลอบขุดตามเจดีย์ "ใครใคร่ขุด ขุด ใครใคร่ขน ขน" ...

แกเล่าต่อว่า เจดีย์ลูกใหญ่ๆ (ภาษาที่แกพูด) ไม่ใช่ว่าจะขุดตรงไหนก็ได้ มีของ มีพระแน่ๆ ถ้าขุดแบบนั้นแกบอกเหนื่อยตายก่อน แต่มีวิธีที่คนโบราณเค้าวาง"ลายแทง"ไว้ คือ การวาง"ลายศอ" คือ การนำพระดินเผาองค์เล็กๆ โรยเอาไว้ตามลำดับเรียงตามชั้นดินจนไปถึงปากทางเข้า "กรุ" ก็จะเจอห้องเก็บของที่มีค่า และพระเครื่องในที่สุด ผมลองถามว่าทิศทางไหน แกก็บอกว่ามันเป็นเรื่องของ "มืออาชีพ" อย่ารู้เลย เพราะแกก็เลิกไปกว่า 40 ปีแล้ว.... เล่นหลอกล่อจนเราน้ำลายหกแล้วปิดฝาชีเฉยเลย ใจดำชะมัด !

จนทุกวันนี้ ถ้ามีโอกาสผ่านไปทางนั้นผมก็ยังแวะเข้าไปหาคุณลุงเกือบทุกครั้ง อย่างน้อยก็ได้ฟังเรื่องราวของคนยุคเก่าแท้ๆ มันอินกว่าดูหนังเยอะครับ  :yoyo-emoticon-1-012: :yoyo-emoticon-1-012:   

***ปัจจุบันเหลือคุณลุงคนเดียว คุณป้า(ยายทองคำ) เสียไปได้เกือบ 5 ปีแล้ว
       
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 2012-12-11, 00:03:18 โดย คนเล่นเหรียญ »

ออฟไลน์ nop1

  • ประธานหมู่บ้านกิตติมศักดิ์
  • ****
  • กระทู้: 2,479
Re: ตำนานขุมทรัพย์
« ตอบ #12 เมื่อ: 2012-12-11, 19:32:45 »
เจดีย์ขนาดใหญ่ถึงขั้นเป็นประธานย่อมจะต้องมีของดีเช่นพระบรมสารีริกธาตุอยู่ทุกเจดีย์ซึ่งแน่นอนจะต้องตามมาด้วยกรุพระซึ่งจะอยู่ด้านล่างซึ่งอาจจะอยู่บนระดับดินหรือเป็นห้องใต้ดินซึ่งนักขุดพระย่อมทราบเรื่องแบบนี้เป็นอย่างดี การขุดกรุพระจึงมีได้หลายวิธีสุดแต่การมองดูของนักขุดพระ ผมเองเคยคุยกับนักขุดพระที่เมืองเก่าศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัยอยู่เหมือนกัน แต่ก่อนแกก็เป็นผู้ใหญ่บ้าน ตอนนั้นกรมศิลป์ฯกำลังบูรณะวัดพระศรีรัตนะมหาธาตุ แกก็ไปสังเกตการณ์ทุกวันซึ่งแกบอกว่าแกมองเห็นแผ่นศิลาแลงขนาดใหญ่ปิดวางอยู่บนพื้นดินบริเวณฐานพระเจดีย์ซึ่งแกมั่นใจว่าเป็นทางเข้าหรือฝาปิดกรุพระ ตกกลางคืนแกก็พาพรรคพวกอีกสามคนพร้อมชะแลงคู่ใจไปยังที่หมาย ทำการงัดแงะเจ้าแผ่นศิลาแลงแล้วแกก็พบพระกรุบรรจุอยู่ในไหดินเผา ถ้าจำไม่ผิดแกบอกว่ามีสองร้อยสามสิบกว่าองค์เมื่อได้มาก็แบ่งกันและในที่สุดก็ขายไปจนหมดสิ้น พระที่ว่านี้คือ "พระร่วงหลังรางปืน"อันแสนลือลั่นที่เป็นสุดยอดของพระเนื้อชินตะกั่วสนิมแดงอันดับหนึ่งของเมืองไทยที่จนบัดนี้ก็ยังหาพระเนื้อชินแบบอื่นๆมาเทียบไม่ได้เลยครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 2012-12-11, 19:35:48 โดย nop1 »
ควรมีความสุขกับการให้มากกว่าความสุขที่จะได้รับ

ออฟไลน์ world_coin

  • สมาชิกหมู่บ้าน
  • *
  • กระทู้: 18
  • มือใหม่หัดเก็บครับ
Re: ตำนานขุมทรัพย์
« ตอบ #13 เมื่อ: 2012-12-14, 16:01:06 »
ได้อ่านเรื่องราวกรุสมบัติต่างๆแล้ว  น่าตื่นเต้นจริงๆครับ  เมืองไทยเรานี่มีทรัพย์ในดิน  มากมายจริงๆครับ
 :yoyo-emoticon-2-066: :yoyo-emoticon-2-066: :yoyo-emoticon-2-066:
EFEFEFEFEEFEFEFEFFFFEEEFEF มี E กี่ตัว

ออฟไลน์ คนเล่นเหรียญ

  • กรรมการหมู่บ้าน
  • ***
  • กระทู้: 306
  • เชื่อของ เชื่อตา... อย่าเชื่อคน!!!
Re: ตำนานขุมทรัพย์
« ตอบ #14 เมื่อ: 2012-12-17, 05:02:45 »
จริงๆแล้วยังมี "เรื่องเล่า" "พงศาวดาร" "ตำนาน" และ อีก ฯลฯ เกี่ยวกับขุมทรพัย์บ้านเรา ครับท่าน world_coins !!!

ยิ่งประเภท "ตำไม่นาน" คือ ประเภทนิทานนี่มีอีกเพียบ ผมก็ขอกลั่นและกรองซักเล็กน้อยว่าแต่ละเรื่องมีที่มาที่ไป รู้กันทั่วๆ หลายๆคน และมีประวัติจาก คนเฒ่า-คนแก่

 เรื่องจากคนหนุ่ม ผมกลัวจะเป็น "ตำไม่แหลก" หรือไม่ก็ "ตำมาเอง" ครับท่าน  :yoyo-emoticon-1-014: :yoyo-emoticon-1-014: :yoyo-emoticon-1-014: